วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

รักแท้รักที่อะไร

รักแท้รักที่อะไร ตับไตไส้พุง
ตับห่านราสซ๊อสสไตล์ฝรั่งเศส กะตับเป็ดราดพริกน้ำปลา เอาอันไหน
หรือรักกางเกงที่นุ่ง เพราะดูสวยดี
ยีนส์ประตูน้ำตัวละ 200 กะ ยีนส์ดีเซล ราคาเหยียบหมื่น เอาอันไหน
รักที่นามสกุล รักยี่ห้อรถยนต์
นามสกุล ข.ขวด ขับ แว้นๆ กะ นามสกุล โชติธนะรัชต์พิบูลทรัพย์ ขับบีเอ็ม เอาอันไหน
รักเพราะว่าไม่จน มีสตางค์ให้จ่าย
ช้อปที่สะพานพุทธ กะ ช้อปที่พารากอน เอาอันไหน

เพลงนี้ติดหูดี ว่าไหม
แต่ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ คงร้องเพลงนี้หนุกๆ
ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมจริงจังกับความหมายของเพลง
แต่จะให้เธอบอกออกมาตรงๆ ว่า โอ๊ย รักกินไม่ได้นี่เพ่ ก็คงไม่ได้
เพราะจะเสียลุค ดูเป็นคนไม่ดีไปซะ
และถ้าถามเธอว่าเห็นด้วยกับเพลงนี้ไหม ผมว่าคุณเธอคงส่ายหัวยิ้มๆ
อะฮ่า Consumer insight นี่นา

เพราะฉะนั้น ปริมาณคนแบบ น้องพิ้งคิกขุ ที่ทิ้งเด็กแว้น ไปเป็นตุ๊กตาหน้ารถบีเอ็มจึงมากกว่า
ปริมาณคนแบบ น้องวันใส ทิ้งไอ้หนุ่มบีเอ็ม ไปรัก เด็กแว้น แบบเทียบไม่ได้ เช่นฉะนี้
insight แบบนี้มีมาตั้งแต่ยุคคุณทวด
อย่างที่ อีเรียม ทิ้งไอ้ขวัญขี่ควาย ไปแต่งกะหนุ่มชาวกรุงขี่รถเครื่อง
ต้นเหตุอาจเกิดจาก สัญชาติญาณระดับจิตไร้สำนึก ของเพศแม่
ที่สั่งให้ตัดสินใจบนพื้นฐานอยู่รอดของตน เพื่อสามารถดูแลลูกได้ในระยะยาว
วลีที่ว่า ชอบคนหล่อ รักคนดี แต่งกะคนรวย จึงเกิดขึ้นด้วยประการละฉะนี้

ฉะนั้น เวลาอ่านสัมภาษณ์ดารา เซเลบ สาวๆ แล้วมีประโยคที่ว่า “ขอแค่คนที่เข้าใจ แล้วคุยกันรู้เรื่อง”
ก็คือ ถ้าเธอหิว แล้วพาไปกินจิ้มจุ่มข้างวินมอไซค์ แสดงว่าไม่เข้าใจ คุยไม่รู้เรื่อง
ถ้าเธออยากช้อป แล้วพาไปตลาดเปิดท้ายชานเมือง แสดงว่าไม่เข้าใจ คุยไม่รู้เรื่อง
หรือแม้คุณจะรู้ insight เธอ แล้ว แต่ดันไม่สื่อสารให้ถูก ก็แสดงว่าคุณไม่เข้าใจอีกน่ะแหละ
เช่น หิวแล้วเหรอครับ แบบคุณน่ะกินจิ้มจุ่มข้างทางไม่ได้ใช่ม้า งั้นคงต้องไปกินพิซซ่าอิตาเลี่ยนละล่ะ
ต้องถามแค่นี้ ไปกินพิซซ่าอิตาเลี่ยนกันดีไหมครับ จริงไหม

แล้วถ้าถามว่า ผู้หญิงที่ร้องเพลงนี้ แล้วอิน มีไหม ขอตอบว่ามี
แต่เธอคนนั้น คงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย
เพราะเธอคนนั้นคงเลยวัยเจริญพันธุ์ ไปมากแล้ว
และเธอคงจะเข้าใจชีวิตมากทีเดียว
แต่สไตล์เพลงคงไม่ใช่แบบที่เธอชอบอีกนั่นแหละ

เพราะเธอคนนั้นคุณๆ อาจเรียกว่า ยาย ซึ่งเป็นสไตล์ สุนทราภรณ์

เอวังด้วยประการฉะนี้

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เพลงรักกับมาสโลว์

“ทำไมถึงมีแต่เพลงรักอกหักนะ สมัยนี้ “

เชื่อว่าใครหลายๆ คนคงเคยได้ยินเสียงบ่นทำนองนี้ ลองมาคิดเล่นๆ ว่าถ้าเรารับประทานอาหารอย่างอิ่มอร่อย
เราจะมีอารมณ์แต่งเพลงแบบ “โอ้ อาหารมื้อนี้ ช่างเลิศรส บดขยี้หัวใจเหลือเกิน ”ไหม? หรือในเช้าที่เราตื่นเช้ามาแล้วต้องรีบอาบน้ำ
แต่งตัวไปทำงาน เราจะมีอารมณ์แต่งเพลงแบบ “เช้าวันใหม่ อาบน้ำอย่างไว ใส่เชิ้ตเก่า เข้าออฟฟิศ ”ไหม?
ฟังดูขำกลิ้งโคดถ้าได้ยินเพลงลักษณะนี้

ไม่ได้จะบอกว่าเพลงแนวนี้ผิดนะครับ แต่มันคงขาดอารมณ์ร่วมถ้าจะทำเพลงนี้สู่สาธารณะชน แล้วอารมณ์แบบไหน เรื่องราวแบบไหน สาธารณะชนถึงจะเข้ามามีส่วนร่วมได้ กลับไปที่คำบ่นเลยครับ ก็เพลงรักอกหักนั่นไง

ทำไมถึงต้องเป็นเพลงรักอกหัก

ก็เพราะสภาพสังคมกระมังครับ ในยุคนี้คนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมวัฒนธรรมคล้ายๆ กัน เช่นเรียนหนังสือจบ ม.6 เอนทรานซ์
รับน้อง มหาลัย รับปริญญา สมัครงาน เป็นลูกน้อง เลื่อนตำแหน่ง ขายของสวนจตุจักร เดินสยาม เที่ยวเสม็ด ขึ้นอ.ปาย ใส่ยีนส์ กินซูชิ ฯลฯ เหล่านี้คือคนส่วนใหญ่ซึ่งจะเป็นชนชั้นกลางที่ส่วนมาก มีปัจจัยพื้นฐานสำหรับชีวิตเพียงพอแล้ว ลำดับต่อไปที่ชนชั้นกลางอยากพานพบ
ใฝ่หา นั่นก็คือเรื่องความรัก ซึ่งเป็นความต้องการตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ เรียกว่า Heirachy of Needs
มี 5 ลำดับขั้น ซึ่งความต้องการด้านนี้อยู่ในขั้นที่ 3 โดย

ขั้นที่ 1 คือ ความต้องการระดับต่ำสุดคือความต้องการทางกายภาพ (Basic Physical Needs) เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ อย่างปัจจัยสี่ ความต้องการทางเพศ น้ำดื่ม อากาศ ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การพักผ่อนนอนหลับและสิ่งที่จำเป็นอื่น ๆ ที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้

ขั้นที่ 2 คือ ความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัย (Safety and Security Needs) ประกอบด้วยความต้องการความปลอดภัย ปรารถนาที่จะได้รับความคุ้มครองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ที่จะมีต่อร่างกาย เช่น อุบัติเหตุ อาชญากรรม เป็นต้น นอกจากนี้ยังหมายถึงความต้องการความมั่นคงในการทำงานและมีบำเหน็จบำนาญความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัยนี้ เมื่อได้รับการตอบสนองจนเป็นที่พอใจของบุคคลแล้ว บุคคลก็จะเกิดความต้องการในลำดับขั้นที่สูงขึ้นไปอีกลำดับขั้น ขั้นที่ 3 ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและองค์การยอมรับและรักใคร่ (Belonging or Social Needs) เป็นความต้องการที่จะให้สังคมยอมรับ ในขั้นนี้มนุษย์ต้องการเพื่อน ต้องการคบค้าสมาคม ต้องการมีครอบครัว มีความรัก และความเห็นใจ

ซึ่งในขั้นที่ 3 นี้ คือเหตุผลที่บอกถึงระดับของกิเลสคนได้อย่างเข้าถึงมาก เพราะความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การอยากมีคนรัก
เป็นกิเลสที่ละเอียดขึ้นเกิดหลังจากเราท้องอิ่ม มีที่อยู่อาศัย มีเงินใช้ ลองคิดดูหากไม่มีจะกิน ไม่มีที่ซุกหัวนอน เราคงไม่มีกะใจอินกับเพลงอย่าง ”อยากมีซัมวันซัมวัน กุมมือฉัน.......” เช่นกันที่เราไม่มีอารมณ์ร่วมกับเพลงเพื่อชีวิตสักเท่าไร เพราะวิถีชีวิตเราไม่ได้เป็นไปในแบบนั้นเท่านั้นเอง แต่ถ้าสังคมเกิดความขัดแย้งขนานใหญ่คล้าย 14 ตุลา หรือเกิดวิกฤติหนักๆ ที่ลุกลามบานปลาย เพลงเพื่อชีวิตที่ตอบสนองภาวะอารมณ์ของคนหมู่มาก จะกลับมาได้รับความนิยมเอง

กิเลสที่ละเอียดแบบอารมณ์รัก เมื่อสื่อผ่านเพลงแล้วมันเกิดเป็นพลังที่พาใจคนให้ล่องลอยเคลิบเคลิ้มได้ชงัดนัก
หรือความระทมขมขื่นจนอยากจะลงไปร้องไห้สักตั้ง เมื่อสื่อผ่านเพลงแล้วเกิดพลังพาให้ใจคนจมดิ่งปวดร้าวได้เหลือกำลัง
ไม่มีอะไรที่สมประสานกันเท่านี้อีกแล้ว คุณว่าไหม แล้วทำไมมันถึงสมประสานกันได้ขนาดนี้ มีคนมากมายตอบรับ ควักตังโหลด ซื้อแผ่น ร้องตามได้ ก็เพราะดนตรีเป็นภาษาสากลที่ทำงานกับหัวใจคนได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

มีประสิทธิภาพยังไง ลองคิดดูถ้าเราดูภาพยนตร์ กว่าจะอินกับหนังก็ปาไปชั่วโมงกว่า อ่านหนังสือเล่มหนึ่งก็โน่น 2 – 3 วัน
แต่ถ้าเป็นเพลงแค่โซโล่บาดๆ ขึ้นมาคุณก็โดนมันกระชากจิตไปทันที

รู้แล้วใช่ไหมครับว่าทำไมเพลงรักถึงฮิต

แล้วก็ไม่ผิดหรอกถ้าจะฟังแต่เพลงรัก

ก็มันโดนอะ

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สมการความสุข

“แฮงค์เอ๊าต์ชิลๆ ในร้านกาแฟอิตาเลียน บนโซฟานุ่มๆ เหมือนอยู่บ้านของคุณเอง
ละเลียดกาแฟถ้วยโปรดของคุณ กับเพลงแจ๊ซละมุนของนักดนตรีชาวฝรั่งเศส”

เพราะโลกมันหมุนเร็ว น่าเหน็ดเหนื่อย
ภาพสวยๆ ในคอลัมน์แนะนำร้านอาหารจากนิตยสาร และฟรีแม็กกาซีนต่างๆ ทั่วกรุง
จึงสามารถกระตุ้นให้ผมอยากออกไปเสพความอิสระแสนสุข ที่ร้านเหล่านั้นเสียจริงๆ

แต่ถ้าลองถอดสมการ ที่ทำให้เกิดผลในการกระตุ้นเร้านี้สำเร็จออกมาดู เราจะพบ
เลย์เอ๊าต์ที่ถูกจัดอย่างสวยงามตามหลักกราฟฟิกดีไซน์
ภาพถ่ายสวยๆ ในสภาพแสงดีๆ ที่ตกแต่งด้วยโปรแกรมแต่งภาพอีกที
การตกแต่งร้านที่จัดวางให้สวยแบบนิตยสารจัดบ้าน
ร้านใหม่นี้มีคอนเสปท์น่าสนใจ

ความอยากของเราเกิดขึ้นจากสิ่งเร้าเหล่านี้ จนรูปแบบของมันอาจไปกลบความสุขแบบอื่นๆ ที่เราอาจหาได้ง่ายกว่า

อันนี้ สมการของผมเอง
ที่บ้านมหาชัย เป็นร้านขายของในตลาดติดสถานีรถไฟ
ผลไม้รอบดึกที่หม่าม้าผมปลอกผลไม้ในครัว เรียงมันใส่จานแล้วยกมาให้ลูกๆ กินกัน
ในห้องที่เป็นทั้งห้องนอนและห้องรับประทานอาหาร ที่สำคัญนั่งตรงพื้นห้อง
ปูด้วยเสื่อน้ำมันลายคลาสสิก
ความสวยของงานอาร์ตในร้านกาแฟกลาดเกลื่อน เจอกับลายเสื่อน้ำมันประดับด้วยโต๊ะไม้วางจานผลไม้
โซฟาหนานุ่มแนวโมเดิร์น เจอกับหมอนนอนหนุนที่เอามาใช้พิงเอนดูทีวี
โอ้ นี่มัน Differentiate Service ชัดๆ

ก็คงต้องพูดแบบที่มีคนพูดมาแล้ว “บางทีความสุขอยู่ใกล้ๆ แต่ความเคยชินทำให้ความพิเศษเหล่านั้นหายไป” เชื่อว่าทุกคนคงมีสมการความสุขที่สร้างได้เอง เพียงแต่มันไม่ได้อยู่ในรูปแบบอันสมบูรณ์แบบเลอเลิศ และเราไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนมากๆ เพื่อซื้อมันมา แล้วเราถึงจะสุข ต้องทำให้คนอื่นรู้ว่าเราไปที่เหล่านั้น ใช้บริการเหล่านั้นมาแล้ว แล้วอัพโหลดภาพถ่ายไปขึ้น Facebook, Hi5 ฯลฯ เราถึงจะสุข

เราจะตระหนักและซึ้งถึงความสุขชั้นดี จากการจ่ายเงินซื้อแพงๆ เท่านั้นหรือ

กลับบ้านหาหม่าม้าดีกว่า
อิอิ