วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สัตว์สังคมขี้ขลาด

ความรู้สึก เหงา เกิดขึ้นกับมนุษย์
เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมขี้ขลาด ไม่สามารถอยู่ลำพังได้
แต่สัตว์ป่าอย่างเสือ อยู่ได้
มนุษย์จึงต้องการให้ความรัก เพื่อที่จะรับความรักคืน
การให้ความรักคล้ายเป็นการเรียกร้องแบบหนึ่ง
เป็นเสียงเรียกร้องที่แสนไพเราะ ที่ซ่อนความโหยหาแสนทรมานไว้
ทำไมมนุษย์ต้องเป็นสัตว์สังคม
คงเพราะในยุคดึกดำบรรพ์ ความหวาดกลัวต่อสัตว์ร้าย ภัยธรรมชาติ
ทำให้มนุษย์ต้องรวมกลุ่มเพื่อความปลอดภัย
และสิ่งที่ได้อันดับแรกคือความปลอดภัยทางใจ
จากนั้นสัญชาติญาณสืบพันธุ์ ก็ส่งเราทุกคนมาเกิดดำรงโลกสืบมา
เราต่างดำรงอยู่บนวงจรนี้

จนวันที่สังคมคน กลายเป็นสังคมคนเมือง
รูปแบบความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น ก็ถ่างห่างไกล
ความโดดเดี่ยว จึงพาความหวาดหวั่นที่ฝังในก้นบึ้งจิตใจกลับมาเยือน
แต่สัญชาติญาณกลุ่มและสืบพันธุ์ก็ดึงดันไม่ยอมแพ้
สารพัดสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงมนุษย์ไว้ด้วยกันจึงถูกสร้างขึ้น
จากจดหมาย โทรศัพท์ สู่ อีเมล์ จนวันนี้มนุษย์ไปรวมกลุ่ม
ขจัดความโดดเดี่ยวด้วยกัน ในสารพัด Social Network
สะกิดกันและกันว่า เธอไม่เหงาหรอกนะ ด้วย Black Berry Chat, MSN ฯลฯ
สารพัดความสัมพันธ์ถูกสร้างมาฆ่าความเหงา
แล้วมนุษย์หายเหงาไหม?
ในยุคต่อไป ไม่แน่ มนุษย์อาจคิดไม่ออกว่าจะอยู่กับตัวเองอย่างไร
เพราะจิตใจเสพติดความรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น จากคนอื่นๆ

ถ้าวันนั้นมาถึง มนุษย์อาจเหงามากขึ้นอีกหลายร้อยเท่า
กับที่สุดความโดดเดี่ยวเพราะไม่รู้จักแม้แต่ตัวเอง
เวลาเปลี่ยน แต่ส่วนลึกในมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน

(เห็นไหม เมื่อผมเขียนบทความนี้ ผมก็อยากให้คนอื่นอ่านด้วย)

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จุดแข็ง คือ จุดอ่อน จุดอ่อน คือ จุดแข็ง โอกาส คือ อุปสรรค อุปสรรค คือ โอกาส

ตามปกติ จุดแข็ง กับจุดอ่อน โอกาส อุปสรรค หรือ SWOT มักจะแตกต่างกัน
เช่น แบลกเบอรี่ หรือ บีบี สุดฮิต
จุดแข็ง คือ แชตกับแก๊งค์ได้ไม่เสียตัง
จุดอ่อน คือ อาจจะจอเล็กไปหน่อย
โอกาส คือ ความต้องการความเป็นกลุ่มของคนรุ่นใหม่
อุปสรรค คือรายได้ของคนกลุ่มนี้ ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มากมายอะไร
(พี่ทรูกะพี่เอไอเอสเลยงัดโปรโมชั่น ใช้ไปจ่ายไปทีละนิด มาดูดทรัพย์)

แต่บางที จุดอ่อนจุดแข็ง ก็กำเนิดจากสิ่งเดียวกัน
เช่น คนใจร้อน ที่ดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อน
กลับเป็นจุดแข็ง สำหรับการทำงานเชิงรุก หากมีสติประกอบเพียงพอ
โอกาส กับอุปสรรค ก็อยู่ที่มุมมอง เช่น เศรษฐกิจแย่อย่างวิกฤติต้มยำกุ้ง
ที่แวบแรกเราคงมองว่ามันคืออุปสรรค
แต่โออิชินั่นไง เกิดได้ก็เพราะวิกฤติ

แปลว่า จุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรค โอกาส
ไม่ได้เกิดขึ้นโดยตัวของมันเองตั้งแต่ต้น
ไม่ได้มีความหมายตายตัว ด้านเดียว
เหมือนเหรียญ

เหมือน ความรัก
ความหมายนี้ ใส่ลงไปได้หมดทั้ง 4 ประเด็น
จุดแข็ง ความรักทำให้คนขี้เกียจ กลายเป็นขยันได้แบบต้องขยี้ตามอง
จุดอ่อน ความรักทำให้ฟังเพลงเพราะๆ ที่ผับ แล้วเมาน้ำตาไหล เที่ยวไม่หนุก
โอกาส ความรักทำให้มีคู่คิดดีๆ มาช่วยสร้างชีวิต
อุปสรรค ความรักทำให้เวลาทำการทำงานลดลง
เพราะต้องคอยตอบ เมสเสจ บีบี กับสารพัดกิ๊ก(ผมไม่มี บีบี นะคร้าบบ)

เค้าว่า ถ้าจะวิเคราะห์ธุรกิจง่ายๆ ให้เริ่มทำ SWOT ก่อน แต่ผมว่า
น่าจะใช้ที่ลับคมอาวุธ นั่นก็คือทัศนคติ ก่อนวิเคราะห์ SWOT
หรือเอาแบบแอดว้านซ์ ก็ลับคมกันก่อน แบบทั้งใช้ทัศนคติด้านบวก และด้านลบ

เริ่มจาก SWOT ความรักกันก่อนเลย ดีไหม?

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วัฒนธรรมอ้อมๆ

วันนั้น มีธุระต้องไปดูถ่ายงาน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

เริ่มต้นที่ส่วนที่เป็นสำนักงานรอเจ้าหน้าที่
ต่อด้วยรอเจ้าหน้าที่ติดต่อเจ้าหน้าที่อีกฝ่ายหนึ่ง รอคิวถ่ายรูป
เจ้าหน้าที่เรียกไปหน้าห้อง เจ้าหน้าที่ให้เข้าคิว
รอเอาบัตรมาติด ติดบัตรเสร็จ ขึ้นรถครับ ขึ้นรถไปที่ตัวท่าอากาศยาน
ไปทำไมครับ ไปรอต่อครับ รอเสร็จครับ ก็ขึ้นรถอีก ขับต่อไปที่อีกหน่วยงานหนึ่ง
เพื่อจะเข้าไปอีกสถานที่หนึ่ง เพื่อจะขึ้นรถตู้ไปอีกสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นจุดถ่ายทำ
เมื่อขึ้นรถไปสักพัก แจ่มครับแจ่ม มันอ้อมวนกลับมาที่เดิมที่จุดตอนเริ่มแรก
ยังแจ่มไม่จบครับ พอถึงจุดถ่ายทำ เจ้าหน้าที่ให้ทุกคนลงจากรถครับ
ลงมาทำไม ไม่ต้องงงครับ ลงมาตรวจสิ่งของ อาวุธ
แล้วก็ขึ้นรถกลับไปอีกที เพื่อขับไปจอด ณ จุดจอด
โอ้ว เขียนยังเหนื่อย อ่านมีเหนื่อย
ได้เริ่มต้นถ่ายงานแล้ว กระบวนการนี้ ตั้งแต่ 09.00 – 14.00 น.

ความอ้อม คือแสดงความมีอำนาจอย่างหนึ่ง เพื่อการควบคุมคนอื่น
และเพื่อบอกว่าตนเองอยู่สูงกว่าคนอื่น หรือเปล่าก็มิทราบได้
แหม แต่มันเท่นะ ได้คอนโทรลคนอื่น

ผมว่า กระบวนการอ้อม มันแทรกซึมอยู่ในอณูชีวิตไทยๆ แบบเรา
เราคงเคยคุ้นกับคำพูดทำนอง ยังไม่ได้รับรายงาน ต้องแจ้งผู้ใหญ่ก่อน ต้องดูทิศทางลมก่อน
อย่างชื่อ กระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย ทำไมไม่ กระทรวงดูแลความสงบเรียบร้อย
อย่างกระทรวงท่องเที่ยวไม่อ้อม แต่เป็นกระทรวงเกรดบี
หรือเพราะมหาดไทยเป็นกระทรวงที่มีอำนาจมากกว่า?
อย่างภาพยนตร์ เรื่อง Speed ของเราแปลอออกมา “สปีดเร็วกว่านรก”
อยากทราบว่า ที่นรกสปีดช้ากว่าโลก หรือยังไง อยากรู้พวกมึงต้องไปดูเองนะจ๊ะ
แต่ภาษาลาวเค้าเรียก “เบรกบ่ออยู่” เอ้อ ชัดเจนเข้าใจง่ายดี
หรือแม้แต่โฆษณา สินค้าที่บอกอะไรเราตรงๆ ควบคุมเราไม่ได้มากเท่าไหร่
เช่น รองเท้ากีฬา แม็กซ์ฟีลลิ่ง “ผลิตจากวัสดุชั้นดี ใส่แล้ววิ่งเร็ว ไม่ปวดเมื่อย”
กับ ไนกี้ “just do it” มันไม่ได้บอกอะไรเราเลย มันบอกอ้อมๆ
ให้เราคิดเอง เราก็เออเอง เชื่อเอง แล้วก็ซื้อมันแพงๆ เอง (ผมก็ด้วย)

หรือ คำพูดของคนกร่างบางคนที่ว่า “มึงรู้ไหม กูลูกใคร?” นี่ไง งงไปเลย หวั่นจิตกันไป
คนฟัง เดาไม่ออก ต้องคิดๆๆๆๆ เพราะประโยคมันอ้อมให้ผงะดี

ยิ่งเป็นคำพูดของคนบางเพศ ที่อยู่ดีๆ ก็ถามขึ้นมาเช่น
จำได้ไหม เราเจอกันครั้งแรกที่ไหน (ถ้าจำไม่ได้ มึงซวย)
วันนี้วันอะไรเอ่ย (ฮึ่มถ้าลืม แปลว่ารักน้อยลง กรูงอนแน่)
ไม่ต้องโทรมาอีกนะ(แต่ถ้ามึงไม่โทรมาจริงๆ กูก็จะโกรธมึงอีกน่ะแหละ)

คนเพศนี้จึงชอบอ้อมมากๆ เพราะมันทำให้เธอมีอำนาจเหนือกว่าอีกเพศหนึ่ง
คนเพศนี้ คือเพศไหน แหมอย่าให้บอกกันตรงๆ เล้ยยยยยยยยยยยยย

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เมื่ออินเตอร์เนตเพิ่มพลังให้ Six Degrees of Separation

ไม่น่าเชื่อว่า อุ้มเมืองคานส์ ถูกจับโกหกได้
เรื่องสร้างปาหี่ได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์คานส์
โดยชุมชนออนไลน์ในเวบพันทิพ จากการที่ มีหนึ่งคนสงสัย
และมีหนึ่งคนที่สามารถ เชื่อมโยงเช็ครายชื่อกับส่วนจัดการประกวดภาพยนตร์รายการนี้ได้ว่า ไม่มีชื่อ คุณอุ้ม ในลิสต์ของผู้ได้รับรางวัล

ไม่ต้องพึ่งตำรวจ ไม่ต้องจ้างนักสืบ
ไม่ต้องนั่งเครื่องบินข้ามโลกไปตรวจสอบ
เท่ากับ ต้นทุนของการปกป้องภาพลักษณ์วงการภาพยนตร์ไทย
เท่ากับ 0 บาท(โอเคแหละ มันอาจจะมีค่าไฟจากการต่อเนตเล่นบ้าง
ถือว่าหยวนๆ ละกันนะ)

กับทฤษฎีที่ว่า ระหว่างตัวเราและใครซักคนบนโลก
ถูกคั่นด้วยคนเพียงหกคนเท่านั้น
วันนี้เมื่อมีอินเตอร์เนต มันก็ไม่ถึง 6 ซะแล้ว
จากกรณีนี้ ทฤษฎีเดิมอาจต้องเปลี่ยนเป็น
Two or Three Degrees of Separation แล้วก็ว่าได้
ยิ่งถ้าคนที่เราต้องการตามหามี Twitter และ
Social Network ต่างๆ
ก็ยิ่งง่ายต่อการค้นพบเขาคนนั้นมากขึ้นไปอีก

ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน กำลังก้าวสู่มิติใหม่

เราจะใช้ประโยชน์จาก Two Degrees of Separation Power Online ได้อย่างไรบ้าง

ผมขอเสนอ ให้ของบประมาณ ปปช. มาจัดตั้งหน่วยจารกรรมข้อมูล
แทรกตัวเข้าไปทำงานในทุกหน่วยงานราชการสำคัญ
เมื่อมีข้อมูลทุจริต ก็เอามาเผยแพร่แบบออนไลน์เลย ทำเวบเลยยิ่งแจ่ม
เมื่อตัวเป้งโดนย้ายหรือโดนจับ
ก็ไม่สามารถกลับมาสาวความในหน่วยงานที่ตนเองเคยทำได้
คนใหม่มา ก็คงจะหนาวๆ
คราวนี้ จะโกง ก็คงปวดหัว เพราะอาจซวยไม่รู้ตัว

และคงจะมีสื่อมวลชน เป็นลูกค้าและหาสปอนเซอร์ได้เยอะอยู่นะงานนี้

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กินข้าวเย็นแบบมี CSR กินเหล้าแบบสร้างแบรนด์

วันนั้นใกล้เลิกงาน ท้องเริ่มหิว ก็เริ่มคิดว่าจะกินไรดี
ฉับพลัน เทรนด์การกิน และรสชาติที่คุ้นเคย
บวกกับความใส่ใจต่อสุขภาพก็มาเยี่ยมมโนสำนึก

ทางเลือก a
ถ้ากินอาหารญี่ปุ่นเซ็ตร้านดัง+ของกินเล่น ราคารวมเซอร์วิชาร์จแล้ว อยู่ที่ 250 บาท
ได้แอร์เย็นฉ่ำ อาหารอร่อยแบบที่เคยแน่นอน บริการก็คงจะได้มาตรฐานอย่างเคย
และเงินของกระผมก็จะหมุนไปที่เจ้าของกิจการซึ่งน่าจะรวยโขอยู่แล้ว
แต่ถ้าเลือกทางนี้ ผมจะรู้สึกเปลืองแล ะจะต้องเพิ่มความอึดนิดนิด โดยการขึ้นรถตู้กลับบ้าน แล้วต่อมอไซค์

จากนั้นความคิดด้านประหยัดเงินก็ผุดขึ้น พร้อมการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อประเทศไทย
(หาเหตุผลสนับสนุนความคิดด้านประหยัดเงิน) นั่นคือ
ทางเลือก b
กินข้าวร้านข้าวต้มตามสั่ง นั่งไม่ค่อยสบายเท่าไหร่
เมนูยืนพื้น (ต้องสั่ง) ของกระผมคือ ผัดผัก (คะน้า ปวยเล้ง ผักบุ้ง ว่าไป)
เมนูรอง (สมทบความอร่อยที่หลากหลายขึ้น) คือไก่ผัดเม็ดมะม่วงบ้าง จับฉ่ายบ้าง ยำไข่เค็มบ้าง
ข้าวสวย 1 ถ้วย หรือถ้าข้าวต้มก็ 2 ถ้วย กับข้าวสองอย่าง อิ่มดี สิริรวมแล้วอยู่ที่ 120 ไม่น่าเกิน
แต่มาตรฐานรสชาติและปริมาณมีบ่อยๆ ที่ไม่คงที่ลักษณะความสะอาด ตะเกียบที่ใช้ซ้ำ
ซึ่งถ้าเลือกทางนี้ เงินก็จะไหลเข้ากระเป๋ากับคนท้องที่
ที่ควรจะได้ตังค์เพิ่มมากกว่าคนที่รวยโขอยู่แล้ว
และหากเลือกทางนี้ ก็เรียกแท็กซี่ได้เลย เพราะงบโอเคแลกกะความสบาย
แล้วเงินของผม ก็จะหมุนอยู่ในระบบที่เกี่ยวเนื่องกะคนส่วนหลักของประเทศมากกว่า
เช่นแม่ค้าขายผัก หมู ในตลาดสด ไก่ ฯลฯ โอ้วจอร์จ เงิน 120 ของผม ช่วยชาติได้

ณ คืนวันศุกร์ คืนหนึ่ง ที่ผับไฮโซแห่งหนึ่ง พลุกพล่านไปด้วย สาวไฮโซ
บนโต๊ะผมกะเพื่อนๆ มีเหล้าแบล็คเลเบิ้ลครับ
พระเจ้า ความคิดวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อประเทศไทย ไม่ผุดขึ้นมาเลย
แล้วทำไม ผมกับเพื่อนๆ ไม่สั่ง แม่โขง หงษ์ทอง
คงไม่ต้องให้บอกมั้งครับ อิอิ

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

รักแท้รักที่อะไร

รักแท้รักที่อะไร ตับไตไส้พุง
ตับห่านราสซ๊อสสไตล์ฝรั่งเศส กะตับเป็ดราดพริกน้ำปลา เอาอันไหน
หรือรักกางเกงที่นุ่ง เพราะดูสวยดี
ยีนส์ประตูน้ำตัวละ 200 กะ ยีนส์ดีเซล ราคาเหยียบหมื่น เอาอันไหน
รักที่นามสกุล รักยี่ห้อรถยนต์
นามสกุล ข.ขวด ขับ แว้นๆ กะ นามสกุล โชติธนะรัชต์พิบูลทรัพย์ ขับบีเอ็ม เอาอันไหน
รักเพราะว่าไม่จน มีสตางค์ให้จ่าย
ช้อปที่สะพานพุทธ กะ ช้อปที่พารากอน เอาอันไหน

เพลงนี้ติดหูดี ว่าไหม
แต่ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ คงร้องเพลงนี้หนุกๆ
ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมจริงจังกับความหมายของเพลง
แต่จะให้เธอบอกออกมาตรงๆ ว่า โอ๊ย รักกินไม่ได้นี่เพ่ ก็คงไม่ได้
เพราะจะเสียลุค ดูเป็นคนไม่ดีไปซะ
และถ้าถามเธอว่าเห็นด้วยกับเพลงนี้ไหม ผมว่าคุณเธอคงส่ายหัวยิ้มๆ
อะฮ่า Consumer insight นี่นา

เพราะฉะนั้น ปริมาณคนแบบ น้องพิ้งคิกขุ ที่ทิ้งเด็กแว้น ไปเป็นตุ๊กตาหน้ารถบีเอ็มจึงมากกว่า
ปริมาณคนแบบ น้องวันใส ทิ้งไอ้หนุ่มบีเอ็ม ไปรัก เด็กแว้น แบบเทียบไม่ได้ เช่นฉะนี้
insight แบบนี้มีมาตั้งแต่ยุคคุณทวด
อย่างที่ อีเรียม ทิ้งไอ้ขวัญขี่ควาย ไปแต่งกะหนุ่มชาวกรุงขี่รถเครื่อง
ต้นเหตุอาจเกิดจาก สัญชาติญาณระดับจิตไร้สำนึก ของเพศแม่
ที่สั่งให้ตัดสินใจบนพื้นฐานอยู่รอดของตน เพื่อสามารถดูแลลูกได้ในระยะยาว
วลีที่ว่า ชอบคนหล่อ รักคนดี แต่งกะคนรวย จึงเกิดขึ้นด้วยประการละฉะนี้

ฉะนั้น เวลาอ่านสัมภาษณ์ดารา เซเลบ สาวๆ แล้วมีประโยคที่ว่า “ขอแค่คนที่เข้าใจ แล้วคุยกันรู้เรื่อง”
ก็คือ ถ้าเธอหิว แล้วพาไปกินจิ้มจุ่มข้างวินมอไซค์ แสดงว่าไม่เข้าใจ คุยไม่รู้เรื่อง
ถ้าเธออยากช้อป แล้วพาไปตลาดเปิดท้ายชานเมือง แสดงว่าไม่เข้าใจ คุยไม่รู้เรื่อง
หรือแม้คุณจะรู้ insight เธอ แล้ว แต่ดันไม่สื่อสารให้ถูก ก็แสดงว่าคุณไม่เข้าใจอีกน่ะแหละ
เช่น หิวแล้วเหรอครับ แบบคุณน่ะกินจิ้มจุ่มข้างทางไม่ได้ใช่ม้า งั้นคงต้องไปกินพิซซ่าอิตาเลี่ยนละล่ะ
ต้องถามแค่นี้ ไปกินพิซซ่าอิตาเลี่ยนกันดีไหมครับ จริงไหม

แล้วถ้าถามว่า ผู้หญิงที่ร้องเพลงนี้ แล้วอิน มีไหม ขอตอบว่ามี
แต่เธอคนนั้น คงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย
เพราะเธอคนนั้นคงเลยวัยเจริญพันธุ์ ไปมากแล้ว
และเธอคงจะเข้าใจชีวิตมากทีเดียว
แต่สไตล์เพลงคงไม่ใช่แบบที่เธอชอบอีกนั่นแหละ

เพราะเธอคนนั้นคุณๆ อาจเรียกว่า ยาย ซึ่งเป็นสไตล์ สุนทราภรณ์

เอวังด้วยประการฉะนี้

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เพลงรักกับมาสโลว์

“ทำไมถึงมีแต่เพลงรักอกหักนะ สมัยนี้ “

เชื่อว่าใครหลายๆ คนคงเคยได้ยินเสียงบ่นทำนองนี้ ลองมาคิดเล่นๆ ว่าถ้าเรารับประทานอาหารอย่างอิ่มอร่อย
เราจะมีอารมณ์แต่งเพลงแบบ “โอ้ อาหารมื้อนี้ ช่างเลิศรส บดขยี้หัวใจเหลือเกิน ”ไหม? หรือในเช้าที่เราตื่นเช้ามาแล้วต้องรีบอาบน้ำ
แต่งตัวไปทำงาน เราจะมีอารมณ์แต่งเพลงแบบ “เช้าวันใหม่ อาบน้ำอย่างไว ใส่เชิ้ตเก่า เข้าออฟฟิศ ”ไหม?
ฟังดูขำกลิ้งโคดถ้าได้ยินเพลงลักษณะนี้

ไม่ได้จะบอกว่าเพลงแนวนี้ผิดนะครับ แต่มันคงขาดอารมณ์ร่วมถ้าจะทำเพลงนี้สู่สาธารณะชน แล้วอารมณ์แบบไหน เรื่องราวแบบไหน สาธารณะชนถึงจะเข้ามามีส่วนร่วมได้ กลับไปที่คำบ่นเลยครับ ก็เพลงรักอกหักนั่นไง

ทำไมถึงต้องเป็นเพลงรักอกหัก

ก็เพราะสภาพสังคมกระมังครับ ในยุคนี้คนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมวัฒนธรรมคล้ายๆ กัน เช่นเรียนหนังสือจบ ม.6 เอนทรานซ์
รับน้อง มหาลัย รับปริญญา สมัครงาน เป็นลูกน้อง เลื่อนตำแหน่ง ขายของสวนจตุจักร เดินสยาม เที่ยวเสม็ด ขึ้นอ.ปาย ใส่ยีนส์ กินซูชิ ฯลฯ เหล่านี้คือคนส่วนใหญ่ซึ่งจะเป็นชนชั้นกลางที่ส่วนมาก มีปัจจัยพื้นฐานสำหรับชีวิตเพียงพอแล้ว ลำดับต่อไปที่ชนชั้นกลางอยากพานพบ
ใฝ่หา นั่นก็คือเรื่องความรัก ซึ่งเป็นความต้องการตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ เรียกว่า Heirachy of Needs
มี 5 ลำดับขั้น ซึ่งความต้องการด้านนี้อยู่ในขั้นที่ 3 โดย

ขั้นที่ 1 คือ ความต้องการระดับต่ำสุดคือความต้องการทางกายภาพ (Basic Physical Needs) เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ อย่างปัจจัยสี่ ความต้องการทางเพศ น้ำดื่ม อากาศ ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การพักผ่อนนอนหลับและสิ่งที่จำเป็นอื่น ๆ ที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้

ขั้นที่ 2 คือ ความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัย (Safety and Security Needs) ประกอบด้วยความต้องการความปลอดภัย ปรารถนาที่จะได้รับความคุ้มครองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ที่จะมีต่อร่างกาย เช่น อุบัติเหตุ อาชญากรรม เป็นต้น นอกจากนี้ยังหมายถึงความต้องการความมั่นคงในการทำงานและมีบำเหน็จบำนาญความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัยนี้ เมื่อได้รับการตอบสนองจนเป็นที่พอใจของบุคคลแล้ว บุคคลก็จะเกิดความต้องการในลำดับขั้นที่สูงขึ้นไปอีกลำดับขั้น ขั้นที่ 3 ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและองค์การยอมรับและรักใคร่ (Belonging or Social Needs) เป็นความต้องการที่จะให้สังคมยอมรับ ในขั้นนี้มนุษย์ต้องการเพื่อน ต้องการคบค้าสมาคม ต้องการมีครอบครัว มีความรัก และความเห็นใจ

ซึ่งในขั้นที่ 3 นี้ คือเหตุผลที่บอกถึงระดับของกิเลสคนได้อย่างเข้าถึงมาก เพราะความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การอยากมีคนรัก
เป็นกิเลสที่ละเอียดขึ้นเกิดหลังจากเราท้องอิ่ม มีที่อยู่อาศัย มีเงินใช้ ลองคิดดูหากไม่มีจะกิน ไม่มีที่ซุกหัวนอน เราคงไม่มีกะใจอินกับเพลงอย่าง ”อยากมีซัมวันซัมวัน กุมมือฉัน.......” เช่นกันที่เราไม่มีอารมณ์ร่วมกับเพลงเพื่อชีวิตสักเท่าไร เพราะวิถีชีวิตเราไม่ได้เป็นไปในแบบนั้นเท่านั้นเอง แต่ถ้าสังคมเกิดความขัดแย้งขนานใหญ่คล้าย 14 ตุลา หรือเกิดวิกฤติหนักๆ ที่ลุกลามบานปลาย เพลงเพื่อชีวิตที่ตอบสนองภาวะอารมณ์ของคนหมู่มาก จะกลับมาได้รับความนิยมเอง

กิเลสที่ละเอียดแบบอารมณ์รัก เมื่อสื่อผ่านเพลงแล้วมันเกิดเป็นพลังที่พาใจคนให้ล่องลอยเคลิบเคลิ้มได้ชงัดนัก
หรือความระทมขมขื่นจนอยากจะลงไปร้องไห้สักตั้ง เมื่อสื่อผ่านเพลงแล้วเกิดพลังพาให้ใจคนจมดิ่งปวดร้าวได้เหลือกำลัง
ไม่มีอะไรที่สมประสานกันเท่านี้อีกแล้ว คุณว่าไหม แล้วทำไมมันถึงสมประสานกันได้ขนาดนี้ มีคนมากมายตอบรับ ควักตังโหลด ซื้อแผ่น ร้องตามได้ ก็เพราะดนตรีเป็นภาษาสากลที่ทำงานกับหัวใจคนได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

มีประสิทธิภาพยังไง ลองคิดดูถ้าเราดูภาพยนตร์ กว่าจะอินกับหนังก็ปาไปชั่วโมงกว่า อ่านหนังสือเล่มหนึ่งก็โน่น 2 – 3 วัน
แต่ถ้าเป็นเพลงแค่โซโล่บาดๆ ขึ้นมาคุณก็โดนมันกระชากจิตไปทันที

รู้แล้วใช่ไหมครับว่าทำไมเพลงรักถึงฮิต

แล้วก็ไม่ผิดหรอกถ้าจะฟังแต่เพลงรัก

ก็มันโดนอะ

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สมการความสุข

“แฮงค์เอ๊าต์ชิลๆ ในร้านกาแฟอิตาเลียน บนโซฟานุ่มๆ เหมือนอยู่บ้านของคุณเอง
ละเลียดกาแฟถ้วยโปรดของคุณ กับเพลงแจ๊ซละมุนของนักดนตรีชาวฝรั่งเศส”

เพราะโลกมันหมุนเร็ว น่าเหน็ดเหนื่อย
ภาพสวยๆ ในคอลัมน์แนะนำร้านอาหารจากนิตยสาร และฟรีแม็กกาซีนต่างๆ ทั่วกรุง
จึงสามารถกระตุ้นให้ผมอยากออกไปเสพความอิสระแสนสุข ที่ร้านเหล่านั้นเสียจริงๆ

แต่ถ้าลองถอดสมการ ที่ทำให้เกิดผลในการกระตุ้นเร้านี้สำเร็จออกมาดู เราจะพบ
เลย์เอ๊าต์ที่ถูกจัดอย่างสวยงามตามหลักกราฟฟิกดีไซน์
ภาพถ่ายสวยๆ ในสภาพแสงดีๆ ที่ตกแต่งด้วยโปรแกรมแต่งภาพอีกที
การตกแต่งร้านที่จัดวางให้สวยแบบนิตยสารจัดบ้าน
ร้านใหม่นี้มีคอนเสปท์น่าสนใจ

ความอยากของเราเกิดขึ้นจากสิ่งเร้าเหล่านี้ จนรูปแบบของมันอาจไปกลบความสุขแบบอื่นๆ ที่เราอาจหาได้ง่ายกว่า

อันนี้ สมการของผมเอง
ที่บ้านมหาชัย เป็นร้านขายของในตลาดติดสถานีรถไฟ
ผลไม้รอบดึกที่หม่าม้าผมปลอกผลไม้ในครัว เรียงมันใส่จานแล้วยกมาให้ลูกๆ กินกัน
ในห้องที่เป็นทั้งห้องนอนและห้องรับประทานอาหาร ที่สำคัญนั่งตรงพื้นห้อง
ปูด้วยเสื่อน้ำมันลายคลาสสิก
ความสวยของงานอาร์ตในร้านกาแฟกลาดเกลื่อน เจอกับลายเสื่อน้ำมันประดับด้วยโต๊ะไม้วางจานผลไม้
โซฟาหนานุ่มแนวโมเดิร์น เจอกับหมอนนอนหนุนที่เอามาใช้พิงเอนดูทีวี
โอ้ นี่มัน Differentiate Service ชัดๆ

ก็คงต้องพูดแบบที่มีคนพูดมาแล้ว “บางทีความสุขอยู่ใกล้ๆ แต่ความเคยชินทำให้ความพิเศษเหล่านั้นหายไป” เชื่อว่าทุกคนคงมีสมการความสุขที่สร้างได้เอง เพียงแต่มันไม่ได้อยู่ในรูปแบบอันสมบูรณ์แบบเลอเลิศ และเราไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนมากๆ เพื่อซื้อมันมา แล้วเราถึงจะสุข ต้องทำให้คนอื่นรู้ว่าเราไปที่เหล่านั้น ใช้บริการเหล่านั้นมาแล้ว แล้วอัพโหลดภาพถ่ายไปขึ้น Facebook, Hi5 ฯลฯ เราถึงจะสุข

เราจะตระหนักและซึ้งถึงความสุขชั้นดี จากการจ่ายเงินซื้อแพงๆ เท่านั้นหรือ

กลับบ้านหาหม่าม้าดีกว่า
อิอิ