อยากรู้จังเลยว่า มีร้านราเม็งในญี่ปุ่นร้านไหนไหม ที่ห่วยแตก แต่ยังอยู่และขายได้ ไม่เจ๊ง เท่าที่สอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านเที่ยวญี่ปุ่น ก็พบว่ายังไม่มีปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น
ญี่ปุ่น ชนชาติที่ใครๆ ต่างชอบเอามาอ้างอิงเรื่องความมีวินัย เวลาที่อยากให้คนอื่นๆ มีวินัย หรือเอาไว้เป็นตัวเปรียบเทียบ เอาไว้ติ เมื่อขัดใจในการกระทำของผู้อื่นที่ไม่ถูกใจตัวเอง
แล้วการมีวินัยของชนชาตินี้มีได้ยังไง
เชื่อว่ามันต้องมาจากความเชื่อถือในอะไรบางอย่างที่แน่วแน่ เมื่อคิดอย่างเดียวกันแล้ว คนส่วนใหญ่จึงทำสิ่งเดียวกันได้
คงเป็นด้วยความเป็นชนชาติที่เอาจริงในเรื่องศักดิ์ศรีที่เคยชนะหลายประเทศในสงครามโลก บวกกับความทะนงว่าชนชาติตัวเองนั้นเกรียงไกร (ความเชื่อชุดหนึ่งในหมู่คนเชื้อชาติเดียวกัน) แต่บทสุดท้ายของการขยายอาณาจักร กลับถูกทำลายเกลี้ยงด้วยนิวเคลียร์จากประเทศโนเนมอย่างอเมริกาในตอนนั้น
เพราะรากเหง้าจากวันวานที่เป็นด้านทุกข์แบบเดียวกัน ได้หล่อหลอมให้คนส่วนใหญ่ของประเทศมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือสร้างชาติ การใช้ชีวิตตั้งแต่บัดนั้นมาจึงเป็นการกระทำเพื่อสร้างชาติ เมื่อเชื่อแบบเดียวกัน ทำบนจุดหมายเดียวกัน
ซึ่งนั่นก็คือ มีศรัทธาเดียวกัน วินัยจึงตามมาเอง
ที่ใครๆ ใครก็ไม่รู้บอกไว้ว่า วินัยใช้สร้างชาติได้ เราคงต้องกลับไปสร้างสิ่งที่เป็นต้นเหตุให้ได้ก่อน ซึ่งก็คือศรัทธา ซึ่งก็ไม่ต่างจากการเซต Vision และ Mission ของบริษัท
เพราะญี่ปุ่นเซตได้ เราจึงได้เห็น ราเม็ง สุดยอด ในรายการทีวีแชมเปี้ยน ที่แต่ละร้านต่างมีแนวทางที่โดดเด่น ที่มาจากความตั้งใจมุ่งมั่นในเป้าหมายที่เป็นแนวทางของตน แม้ต่างวิธี แต่มุ่งไปในวิถีที่จะสร้างราเม็งชั้นเลิศที่สุด
ไม่น่าเชื่อ ความอร่อย วินัยยังพามายังได้เลย
ถ้าในข้าวกระเพราหมูของเรา ถูกใส่ศรัทธาลงไป เช่น จะผัดกระเพราที่เนื้อนุ่มที่สุดด้วยใบกระเพราที่คัดพันธ์ที่หอมที่สุด ราดลงบนข้าวหอมมะลิที่เมื่อเข้าปากแล้ว อุ้มรสกระเพราหมูที่ผัดแล้วไว้ได้ดีที่สุด
แต่ดูแล้วคงยังยากและไกลอยู่พอควร ตราบเท่าที่เรายังต่อแถว กินสุกี้บุฟเฟ่ต์บวกซูชิญี่ปุ่นที่วัตถุดิบแค่พอรับได้ จะหาสิ่งที่เพียงเลียบเคียงเข้าไปแตะความเป็นเลิศนั้นยังไม่มี
เพราะเหตุนี้เอง เราจึงมีร้านอาหารตามสั่งแบบชั้นดีที่ขายจานละเป็นร้อย ขณะที่ยังมีร้านอาหารตามสั่ง วัตถุดิบและรสชาติไม่เข้าขั้นที่ยังขายได้ และยังมีคนจำใจกิน
ไม่น่าเชื่อ ความไม่อร่อย ยังอยู่ได้ เพราะความไม่มีวินัยยังหล่อเลี้ยงมันอยู่
วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
กระสุนประชานิยมในวันนั้น ทะลวงเมืองไทยมาถึงวันนี้
ปิดราชประสงค์ คือการข่มขู่เอาเงินภาษีของชนชั้นกรุงและกลาง
เนื่องจากชนชั้นรากหญ้าและเหล่าผู้รักทักษิณ มองว่าการเอาเงินจากภาษีชนชั้นกรุงและกลางไปทำประชานิยม คือสิทธิอันชอบธรรม และแทนความหมายคำว่าประชาธิปไตยและคำว่าสิทธิเสรีภาพ ด้วยการการปิดถนนสร้างความเดือดร้อน โดยห่อหุ้มด้วยคำว่าสันติอหิงสาอีกรอบให้ดูดี
โดยที่แพคเกจสวยงามดูดีนี้ หุ้มเนื้อแท้ของถ้อยแถลงข่มขู่ไว้ว่า “พวกเอ็งไอ้ชนชั้นกรุงและกลาง เอ็งต้องยอมให้นักการเมืองของพวกกูเอาภาษีเอ็งมาหว่านพวกกู” ลงท้ายก็ใช้กำลัง เพราะพวกเค้าไม่มีปัญญาที่สามารถนึกสิ่งสร้างสรรค์กว่านี้ออก และเพราะผู้นำทางความคิดซึ่งหมายถึงพวกแกนนำก็ไม่ได้ใส่ใจคนรากหญ้าอย่างแท้จริง สักแต่เอาคำว่าไพร่กับอำมาตย์มาสร้างวาทกรรมโง่ๆ เท่านั้น
เพราะถ้าแกนนำของรากหญ้ามองที่ความเดือดร้อนจริง การเรียกร้องครั้งนี้คงไม่ใช่การยุบสภา
แต่ต้องเป็นการเรียกร้องในประเด็นที่เกี่ยวกับการเติมปัญญาให้ชาวรากหญ้า
เพื่อให้เค้ารู้เท่าทันวิธีคิดแบบโลกทุนนิยม และคิดเป็น ต่อสู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายการศึกษา
ที่ต้องบูรณาการกับท้องถิ่น หรือเป็นเรื่องของบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้ชาวบ้านที่ขาดโอกาสเพราะถูกกดขี่ด้วยโครงสร้างของนายทุนชั้นเลว ได้มีทุนในการรวมกลุ่มสร้างสหกรณ์ รวมตัวตั้งโรงสีชุมชน
เรื่องการทำไร่นาผสมผสานตามแนวพระราชดำรัส ทั้งหมดนี้เพื่อกันพ่อค้าคนกลางออกไปจากระบบ ฯลฯ
แต่พวกเค้าไม่ได้ทำในข้อที่ควรเหล่านี้เลย จุดประสงค์ที่แท้จริงของแกนนำก็รู้ๆ กันอยู่
ว่าทำเพื่อกลับเข้าไปเสวยอำนาจเมื่อได้เป็นรัฐบาล แสนเอวังไหม
เมื่อชาวรากหญ้าไม่เข้าใจ รู้ไม่เท่าทันแนวความคิดของโลกทุนนิยม
ก็จึงตกเป็นแค่เครื่องจักรผลิตสินค้าตั้งต้นให้คนที่รู้เท่าทันเอาไปต่อยอดสร้างกำไร
เมื่อไม่มีต้นทุนที่เรียกว่าปัญญา ก็ไม่สามารถคว้าเงินในส่วนที่ควรจะคว้าได้มาเป็นของตัว
การที่พึ่งปัญญาตนเองไม่ได้ จึงจำเป็นต้องไปพึ่งพิงบุคคลที่คิดว่าพึ่งได้ และได้เคยให้สิ่งนั้นมา
และมองว่ามันคือทางออก ทางรอด ซึ่งก็เป็นวิธีคิดแบบอุปถัมป์แบบเดิม
เมื่อหวังพึ่งจึงเชื่อเขา และพร้อมจะทำตามเขา เมื่อพร้อมทำตามเขา จึงต้องตกเป็นเบี้ยของเขาอย่างช่วยไม่ได้
สุดท้ายชนชั้นรากหญ้าที่คิดว่ามีสิทธิมีเสียงแล้วนั้น ก็เป็นเพียงสิทธิเสียงที่ตะโกนแบบนกแก้วนกขุนทอง
ตามชนชั้นนายทุนชั้นเลวที่ตะโกนนำเท่านั้น ในเชิงโครงสร้างเห็นได้ชัดว่า
ชนชั้นรากหญ้าก็ยังก้าวข้ามไม่พ้นกรอบที่จำกัดตัวเอง แล้วจะไปก้าวข้ามทักษิณได้อย่างไร
น่าขบขันยิ่งนัก
ในอีกมุมของเบี้ยกลุ่มนี้ยังเป็นตัวประกันความชอบธรรม ให้นายทุนชั้นเลวและแกนนำไว้เป็นโล่ห์มนุษย์
เพื่อตะโกนบอกสังคมว่า หากทหารเข้าสลายทหารจะมีความผิด และรัฐบาลจะไร้ความชอบธรรม
กระบวนการทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นจริงๆ แล้วก็มาจากคนชื่อทักษิณต้องการเรียกค่าไถ่พวกเรา
สุดท้ายเมื่อพวกเราไม่ยอมให้ ตัวประกัน(ที่เป็นชีวิตคนจริงๆ) และเชิงสัญลักษณ์ (เซ็นทรัลเวิลด์) จึงถูกฆ่า
เพื่อข่มขู่ หรือแก้แค้นประเทศนี้คืนบ้างที่เอาเงินหลักหมื่นล้านของเขาเข้าหลวง ซึ่งซากนั้นจะยังคงตระหง่านให้เราเห็นไปอีกนานกลางราชประสงค์
ใช้ชนชั้นกลางเป็นตัวประกัน เพื่อจะปล้นภาษีไปทำประชานิยมสร้างฐานอำนาจตนเอง
ใช้รากหญ้าเป็นเบี้ยไว้เดินหมากกลับสู่อำนาจ แถมยังใช้เบี้ยเหล่านี้เป็นโล่ห์มนุษย์สร้างความชอบธรรมได้อีก
สุดยอดจริงๆ ทักษิณ ชินวัตร
เนื่องจากชนชั้นรากหญ้าและเหล่าผู้รักทักษิณ มองว่าการเอาเงินจากภาษีชนชั้นกรุงและกลางไปทำประชานิยม คือสิทธิอันชอบธรรม และแทนความหมายคำว่าประชาธิปไตยและคำว่าสิทธิเสรีภาพ ด้วยการการปิดถนนสร้างความเดือดร้อน โดยห่อหุ้มด้วยคำว่าสันติอหิงสาอีกรอบให้ดูดี
โดยที่แพคเกจสวยงามดูดีนี้ หุ้มเนื้อแท้ของถ้อยแถลงข่มขู่ไว้ว่า “พวกเอ็งไอ้ชนชั้นกรุงและกลาง เอ็งต้องยอมให้นักการเมืองของพวกกูเอาภาษีเอ็งมาหว่านพวกกู” ลงท้ายก็ใช้กำลัง เพราะพวกเค้าไม่มีปัญญาที่สามารถนึกสิ่งสร้างสรรค์กว่านี้ออก และเพราะผู้นำทางความคิดซึ่งหมายถึงพวกแกนนำก็ไม่ได้ใส่ใจคนรากหญ้าอย่างแท้จริง สักแต่เอาคำว่าไพร่กับอำมาตย์มาสร้างวาทกรรมโง่ๆ เท่านั้น
เพราะถ้าแกนนำของรากหญ้ามองที่ความเดือดร้อนจริง การเรียกร้องครั้งนี้คงไม่ใช่การยุบสภา
แต่ต้องเป็นการเรียกร้องในประเด็นที่เกี่ยวกับการเติมปัญญาให้ชาวรากหญ้า
เพื่อให้เค้ารู้เท่าทันวิธีคิดแบบโลกทุนนิยม และคิดเป็น ต่อสู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายการศึกษา
ที่ต้องบูรณาการกับท้องถิ่น หรือเป็นเรื่องของบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้ชาวบ้านที่ขาดโอกาสเพราะถูกกดขี่ด้วยโครงสร้างของนายทุนชั้นเลว ได้มีทุนในการรวมกลุ่มสร้างสหกรณ์ รวมตัวตั้งโรงสีชุมชน
เรื่องการทำไร่นาผสมผสานตามแนวพระราชดำรัส ทั้งหมดนี้เพื่อกันพ่อค้าคนกลางออกไปจากระบบ ฯลฯ
แต่พวกเค้าไม่ได้ทำในข้อที่ควรเหล่านี้เลย จุดประสงค์ที่แท้จริงของแกนนำก็รู้ๆ กันอยู่
ว่าทำเพื่อกลับเข้าไปเสวยอำนาจเมื่อได้เป็นรัฐบาล แสนเอวังไหม
เมื่อชาวรากหญ้าไม่เข้าใจ รู้ไม่เท่าทันแนวความคิดของโลกทุนนิยม
ก็จึงตกเป็นแค่เครื่องจักรผลิตสินค้าตั้งต้นให้คนที่รู้เท่าทันเอาไปต่อยอดสร้างกำไร
เมื่อไม่มีต้นทุนที่เรียกว่าปัญญา ก็ไม่สามารถคว้าเงินในส่วนที่ควรจะคว้าได้มาเป็นของตัว
การที่พึ่งปัญญาตนเองไม่ได้ จึงจำเป็นต้องไปพึ่งพิงบุคคลที่คิดว่าพึ่งได้ และได้เคยให้สิ่งนั้นมา
และมองว่ามันคือทางออก ทางรอด ซึ่งก็เป็นวิธีคิดแบบอุปถัมป์แบบเดิม
เมื่อหวังพึ่งจึงเชื่อเขา และพร้อมจะทำตามเขา เมื่อพร้อมทำตามเขา จึงต้องตกเป็นเบี้ยของเขาอย่างช่วยไม่ได้
สุดท้ายชนชั้นรากหญ้าที่คิดว่ามีสิทธิมีเสียงแล้วนั้น ก็เป็นเพียงสิทธิเสียงที่ตะโกนแบบนกแก้วนกขุนทอง
ตามชนชั้นนายทุนชั้นเลวที่ตะโกนนำเท่านั้น ในเชิงโครงสร้างเห็นได้ชัดว่า
ชนชั้นรากหญ้าก็ยังก้าวข้ามไม่พ้นกรอบที่จำกัดตัวเอง แล้วจะไปก้าวข้ามทักษิณได้อย่างไร
น่าขบขันยิ่งนัก
ในอีกมุมของเบี้ยกลุ่มนี้ยังเป็นตัวประกันความชอบธรรม ให้นายทุนชั้นเลวและแกนนำไว้เป็นโล่ห์มนุษย์
เพื่อตะโกนบอกสังคมว่า หากทหารเข้าสลายทหารจะมีความผิด และรัฐบาลจะไร้ความชอบธรรม
กระบวนการทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นจริงๆ แล้วก็มาจากคนชื่อทักษิณต้องการเรียกค่าไถ่พวกเรา
สุดท้ายเมื่อพวกเราไม่ยอมให้ ตัวประกัน(ที่เป็นชีวิตคนจริงๆ) และเชิงสัญลักษณ์ (เซ็นทรัลเวิลด์) จึงถูกฆ่า
เพื่อข่มขู่ หรือแก้แค้นประเทศนี้คืนบ้างที่เอาเงินหลักหมื่นล้านของเขาเข้าหลวง ซึ่งซากนั้นจะยังคงตระหง่านให้เราเห็นไปอีกนานกลางราชประสงค์
ใช้ชนชั้นกลางเป็นตัวประกัน เพื่อจะปล้นภาษีไปทำประชานิยมสร้างฐานอำนาจตนเอง
ใช้รากหญ้าเป็นเบี้ยไว้เดินหมากกลับสู่อำนาจ แถมยังใช้เบี้ยเหล่านี้เป็นโล่ห์มนุษย์สร้างความชอบธรรมได้อีก
สุดยอดจริงๆ ทักษิณ ชินวัตร
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)